แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รวมบทความน่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รวมบทความน่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

6 วินาทีในการมองผู้หญิงสำหรับผู้ชาย



เชื่อหรือไม่ว่า เพียงแค่ 6 วินาที ที่ผู้ชายได้เจอเรา ผู้ชายความสามารถที่จะสังเกตสังกาตุผู้หญิงเราได้ถึง 6 อย่าง อาจจะคร่าวๆ แต่ก็อาจจะเป็นความประทับใจแรกที่เค้าพบคุณ ฉะนั้นก่อนจะออกเดทอย่าลืมที่จะสำรวจตัวคุณเอง ว่าคุณมีลักษณะนิสัยการแสดงออกเป็นอย่างไรบ้าง มาเริ่มสำรวจกันเลย...

1. รอยยิ้ม
รอยยิ้มก็สามารถบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง อาทิ เป็นรอยยิ้มหวานพิมพ์ใจ แต่จริงใจหรือเปล่า ดูจงใจเกินไป เหมือนบังคับให้ตัวเองยิ้ม หรือมันอาจจะบอกได้เลยว่า มื้ออาหารก่อนหน้านี้คุณทานอะไรไป เราแนะนำว่า ให้ฝึกยิ้มบ่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งที่คุณรู้สึกไม่ฝืนใจหรือเขินอาย และหัดพกหมากฝรั่งติดกระเป๋าไว้บ้าง เพื่อความมั่นใจ


2. ผมของคุณ
ใช่ว่าผู้ชายจะรู้จักว่าผมแตกปลายเป็นยังไง ฉะนั้นสิ่งที่เขามองดูก็คือ 1. ผมดูนิ่มมั้ย 2. หากอยู่ใกล้ กลิ่นดีหรือไม่ ฉะนั้น จงรู้จักบำรุงผมของคุณบ้างในบางโอกาสที่คุณหาได้ และอย่าลืมว่า การสระผมให้สะอาดก็เป็นสิ่งที่ทำให้คุณมั่นใจว่าจะไม่มีกลิ่นเหงื่อจากหนัง ศรีษะโชยไปให้ใครได้ดม


3. ความฉลาด
ใช่แล้ว คุณเข้าใจถูกต้องที่ผู้ชายชอบมองหน้าอกผู้หญิง แต่เหนือกว่านั้นน่ะเหรอ เขายังสังเกตเห็นอีกว่า คุณปลดกระดุมมากเกินไปหรือไม่ หรือจงใจใส่เสื้อคอกว้างเพื่อให้คุณผู้ชายได้มองเห็นอย่างชัดเจน ซึ่งคุณผู้หญิงทั้งหลายไม่จำเป็นเลยที่ต้องทำอย่างนั้น เพียงแต่คุณรู้จักเลือกเสื้อผ้าที่พอดีกับตัวแต่ไม่เน้นหน้าอกเกินงาม ก็ทำให้คุณดูดีขึ้นเป็นกอง


4. การแต่งหน้าของคุณ
หากคุณแต่งหน้าจัดเกินไป มันยิ่งทำให้หน้าคุณดูเหมือนไปเพ้นท์มามากกว่า เขาอาจจะคิดว่าคุณกำลังอยากปกปิดอะไรภายใตเมคอัพหนาเตอะนั่น แต่งหน้าเพียงให้พอสวยงาม อย่ามากเกินไป แต่คุณก็ยังจำเป็นต้องแต่งหน้า สำหรับคนที่ไม่ชอบการแต่งหน้าเลย อาจจะต้องมีแป้งพัพและลิปกลอส หรือจะเป็นบรัชออน เพราะการแต่งหน้าทำให้คุณดูเป็นผู้หญิงมากกขึ้น


5. ผิวของคุณ
คุณอาจจะกังวลกับเรื่องสิวที่คุณเห็นว่ามันเม็ดใหญ่ เป้งซะขนาดนี้ แต่ก็เป็นไปได้ว่าผู้ชายอาจจะไม่ได้สนใจก็ได้ เขาอาจจะมองข้ามและหันไปเห็นผิวคล้ำแดดที่คุณไม่เคยรู้สึกอยากจะบำรุงผิวเลย ต่างหากล่ะ


6. กระเป๋า
กระเป๋าของผู้หญิงส่วนใหญ่แล้วจะใบใหญ่ และมีของมากมาย เหมือนเป็นกระเป๋าของโดราเอม่อน ยังไงยังงั้น หากคุณไม่รู้จักจัดการกับกระเป๋า เป็นต้นว่า เศษกระดาษ เศษห่อลูกอม หรือของในกระเป๋ากว่าจะหาเจอแต่ละอย่างใช้เวลาอย่างมากมาย มันก็เป็นไปได้ว่า คุณไม่ใช่คนที่ชอบทำความสะอาดซักเท่าไร


ไม่น่าเชื่อเลยนะค่ะว่าเพียงแค่เวลาใน 6 วินาที พวกหนุ่มๆจะสามารถมองสาวๆ อย่างเราได้ทะลุขนาดนี้ รู้อย่างนี้แล้ว คุณสาวๆ ก็ต้องหันกลับมาเตรียมตัวให้พร้อมนะค่ะเพื่อที่ จะได้ดูสวยแจ่มเฉิดฉายไร้ที่ติ จนหนุ่มๆต้องเหลียวหลังมองมองกันแน่นอน ด้วยความหวังดีจากเรา อยากให้คุณสาวๆมีความสุข ....


ขอบคุณ : womencandid.com

กินน้ำแข็งให้ปลอดภัย ช่วงหน้าร้อน


ใกล้เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนกันแล้ว และสิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนตัวช่วยในการคลายร้อนได้เป็นอย่างดีคือ “น้ำแข็ง” นั่นเอง  ทราบหรือไม่ว่า น้ำแข็งที่อยู่ในขนมหวาน หรือเครื่องดื่มที่กินเข้าไปแล้วรู้สึกเย็นชื่นใจ มันอาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนเราท้องเสียได้
โดยที่ผ่านมา ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหาร  มักจะคิดแค่ว่าวันนี้กินอาหารมื้อหลักอะไรมา ทั้งที่จริงๆ แล้ว อาจเกิดจากน้ำแข็งที่เรากินเข้าไปก็เป็นได้ ดังนั้นเราจึงมีคำแนะนำในการเลือกซื้อ และเลือกกินน้ำแข็งอยากปลอดภัยมาฝาก
เป็นคำแนะนำจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เริ่มจากการเลือกซื้อน้ำแข็งหลอดที่ก่อนจะซื้อ ผู้บริโภคจะต้องเลือกซื้ออย่างระมัดระวัง โดยต้องสังเกตรายละเอียดบนฉลาก ที่ต้องมีข้อความภาษาไทยแต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และควรมีข้อความแสดงรายละเอียด ทั้งชื่ออาหาร, เลขสารบบอาหารในเครื่องหมาย อย., ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต, น้ำหนักสุทธิเป็นระบบเมตริก ข้อความว่า “น้ำแข็งใช้รับประทานได้” ด้วยตัวอักษรสีน้ำเงิน
สำหรับ น้ำแข็งหลอดที่ตักแบ่งขายหรือเสริฟตามร้านอาหาร จะเป็นน้ำแข็งที่จำหน่ายโดยไม่ต้องมีฉลาก ดังนั้น ผู้บริโภคควรสังเกตน้ำแข็ง สถานที่เก็บรักษา ภาชนะที่บรรจุต้องสะอาดไม่มีการปนเปื้อน หากเป็นน้ำแข็งซองควรซื้อมาบริโภคทั้งก้อน  โดยนำมาล้างน้ำให้สะอาดก่อนทุบหรือบด และควรใส่ในภาชะบรรจุที่สะอาด
น้ำแข็งสะอาดมาจากผู้ผลิต และผู้ขนส่ง และเพราะเชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ส่วนมากมักปะปนจากการขั้นตอนการผลิตและการขนส่ง ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ผู้ผลิตและผู้ขนส่งต้องมีจิตสำนึกที่ดี โดยวิธีการที่จะช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้ คือ ขณะทำการขนส่งน้ำแข็งควรมีภาชนะรองรับ ไม่วางกับพื้นโดยตรง หากจำเป็นหรือมีข้อจำกัดของพื้นที่ ขอให้แยกพื้นทีที่ทำการขนส่งเป็นสัดส่วน และทำความสะอาดฆ่าเชื้อพื้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนทำการขนส่ง
นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติงาน ณ บริเวณขนส่ง  ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะอาด ล้างมือทุกครั้ง ก่อนปฏิบัติงานสวมรองเท้าที่สะอาด และควรเป็นรองเท้าคนละคู่กับรองเท้าที่ปนเปื้อนจากนอกบริเวณขนส่ง ไม่สูบบุหรี่หรือมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่ไม่ถูกสุขลักษณะขณะทำการขนส่ง  และที่สำคัญห้ามใช้เท้าสัมผัสน้ำแข็ง  ในส่วนของรถขนส่งนั้นต้องเป็นรถที่สะอาด โดยเฉพาะพื้นรถที่วางน้ำแข็งต้องมีการล้างฆ่าเชื้อก่อนทำการขนส่ง และมีมาตรการควบคุมอุณหภูมิน้ำแข็งให้สม่ำเสมอ
เพราะไม่แน่ว่า น้ำที่ใช้ผลิตน้ำแข็ง หรือเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ผลิตสะอาดก็จริง แต่ขั้นตอนการส่งไม่รู้จะเป็นอย่างไรอีก เพราะฉะนั้น ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
หนึ่งในวิธีสังเกตของผู้บริโภคที่อาจช่วยได้บ้างคือ เวลาไปดื่มน้ำตามร้านอาหาร ลองสังเกตตอนน้ำแข็งละลาย ว่ามีตะกอนอยู่ก้นแก้วบ้างรึเปล่า ถ้ามีก็ให้เลี่ยงที่จะดื่มเข้าไปจะดีกว่า วิธีนี้นับรวมไปถึงการกินขนมหวาน อย่างน้ำแข็งไสด้วย



ที่มา : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
เครดิต pimchanok

สิ่งใดทำให้คนใกล้ตายเสียใจที่สุด?


“เสียดายที่ไม่ได้...”
หากมนุษย์ทุกคนทราบได้ว่าตนเองจะจากโลกนี้ไปในวันใด เราอาจไม่ต้องมาบอกกับตัวเองด้วยประโยคข้างต้นก็เป็นได้ เพราะเราคงมุ่งมั่นทำสิ่งที่ฝันให้ประสบความสำเร็จก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไปเป็นแน่แท้
แต่เป็นที่น่าเสียดายกว่า ทั้งๆ ที่มนุษย์เราไม่มีความสามารถล่วงรู้อนาคตดังกล่าว และไม่ทราบเลยว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยังมีคนหลายคน “ทิ้ง” ช่วงเวลาสำคัญ หรือคนสำคัญไปด้วยความประมาท กว่าจะมาตระหนักได้ถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นเวลาที่ความตายมารออยู่เบื้องหน้าแล้ว
นั่นจึงเป็นที่มาของการรวบรวม “สิ่งที่ทรงคุณค่าในชีวิตมนุษย์” ที่คนส่วนหนึ่งทำตกหล่นไปในระหว่างช่วงเวลาที่พวกเขายังมีชีวิตโดยผู้รวบรวมเป็นนางพยาบาลชาวออสซี่ ชื่อ Bronnie Ware เธอทำงานอยู่ในหวอดผู้ป่วยระยะสุดท้าย และเป็นผู้ให้กำลังใจแก่คนไข้เหล่านั้นก่อนที่ความตายจะมาพรากพวกเขาไป พร้อมกันนั้น เธอได้รวบรวมสิ่งที่ผู้ป่วยก่อนตายรู้สึกเสียดาย และเสียใจเอาไว้มากมาย แต่ทีมงาน ขอนำบางส่วนของประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่ควรพลาดทั้ง 5 ประการของผู้ที่จากโลกนี้ไปแล้วมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ
1.เสียดายที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการ
ความต้องการของคนอื่นๆ ที่อยากให้ชีวิตคุณเป็นนั่น เป็นนี่ ทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ ประกอบอาชีพนั้น อาชีพนี้ ทำไมไม่รวยอย่างคนอื่นเขาบ้าง ฯลฯ ทั้งหมดล้วนทำให้คุณมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความคาดหวังของคนรอบข้าง แต่ในวันที่ความตายใกล้จะพรากคุณไปจากโลกนี้ คุณจะค้นพบความจริงว่า การใช้ชีวิตบนความคาดหวังของคนอื่นนั้นได้ทำให้คุณพลาดอะไรไปหลายอย่าง รวมถึงความฝันในใจส่วนลึกที่ไม่อาจทำให้มันเป็นจริง แต่คนส่วนใหญ่มักไม่ตระหนักในข้อนี้ จนกระทั่งวันที่พวกเขาต้องจากโลกนี้ไป ที่น่าเสียใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือหลายคนที่เพิ่งตระหนักได้พบว่า ทั้งหมดนั้นล้วนขึ้นอยู่กับ “ตัวพวกเขาเอง” ว่าจะเลือกทำมันหรือไม่
2.ทำงานหนักเกินไปจนลืมชีวิตครอบครัว
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่กำลังทำงานตัวเป็นเกลียวในขณะนี้อาจตอบว่าตนเองไม่สามารถทำงานให้น้อยลงได้ เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตครอบครัวที่อาจพังลงถ้าหากขาดรายได้มาหล่อเลี้ยง แต่ในมุมของคนที่ใกล้จะจากโลกนี้ไป พวกเขากลับสะท้อนในสิ่งที่ตรงกันข้าม เมื่อพวกเขาพบว่า สิ่งสำคัญยิ่งที่พวกเขาพลาดไปขณะหันไปทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้กับงานก็คือ เวลาที่จะสร้างสายใยแห่งความผูกพันระหว่างคนในครอบครัว พ่อกับลูก สามีกับภรรยา
“คนไข้ที่ฉันดูแล และโดยมากจะเป็นผู้ชายรู้สึกเสียดายที่พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน ทำให้พลาดโอกาสที่จะสร้างเวลาดีๆ ร่วมกับลูกและภรรยาในช่วงที่พวกเขายังเด็ก รวมถึงบางคนก็ไม่ได้ใส่ใจคู่สมรสของตนดีนัก” นางพยาบาลแวร์ กล่าว พร้อมกันนี้เธอได้เผยด้วยว่า ในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เป็นผู้หญิงก็มีหลายคนเช่นกันที่รู้สึกเสียใจและเสียดาย แต่เนื่องจากว่าส่วนใหญ่ผู้สูงอายุเหล่านี้มีชีวิตในยุคที่ผู้หญิงยังเป็นช้างเท้าหลัง ไม่ได้แบกรับหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวเหมือนเช่นในปัจจุบัน ความรู้สึกจึงไม่รุนแรงมากเท่าฝ่ายชาย
3.เสียใจที่ไม่ได้พูดในสิ่งที่รู้สึก
ความอดทน หรือความไม่กล้าพูดในสิ่งที่เราคิดออกไป บางครั้งอาจทำเพื่อไม่ต้องการให้ปัญหาลุกลามบานปลาย แต่คนส่วนใหญ่ที่เลือกจะอดทน สงบปากสงบคำนั้น บางคนต้องแบกรับผลแห่งความเจ็บปวดนั้นเอาไว้ชั่วชีวิต หลายคนจากโลกนี้ไปพร้อมๆ กับความขมขื่น
4.เสียใจที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนคุ้มค่า
บ่อยครั้งที่เรามักตระหนักถึงคุณค่าของเพื่อนดีๆ ที่เรามีอยู่ก็ต่อเมื่อเพื่อนคนนั้นจากโลกนี้ไปแล้ว ซึ่งนั่นอาจหมายความว่า ต่อให้คุณอยากคุยกับเขา ปรับทุกข์ เล่าเรื่องในอดีต และหัวเราะกันอีกแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถมานั่งตรงหน้า มายิ้ม มาหัวเราะ หรือเห็นอกเห็นใจไปกับคุณได้อีกแล้ว และน่าเสียดายที่ช่วงเวลาสุดท้ายของคนกลุ่มนี้ก็มักไม่ได้พบเจอเพื่อนๆ ในอดีตเช่นกัน
5.เสียใจที่ไม่ได้เลือกที่จะมี “ความสุข”
การเลือกที่จะมีความสุขในชีวิตเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ทันได้ตระหนักในคุณค่าของมัน แม้ว่าคุณจะสามารถเลือกเองได้ก็ตาม ทำให้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกตัวอีกที วาระสุดท้ายในชีวิตก็มารออยู่เบื้องหน้าแล้ว สำหรับสาเหตุที่ทำให้มนุษย์เราไม่สามารถมีความสุขในชีวิตได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราติดอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิตเดิมๆ หรือนิสัยเดิมๆ อีกสาเหตุหนึ่งอาจมาจากความกลัวการเปลี่ยนแปลง นั่นจึงทำให้เราทนอยู่กับวิถีชีวิตแบบเดิมๆ แล้วก็หลอกตัวเอง และหลอกคนอื่นๆ ว่า ฉันพอใจกับชีวิตแบบนี้
แม้ความเสียใจทั้ง 5 ประการนี้จะเป็นประสบการณ์ที่น่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นหนึ่งที่จากโลกนี้ไปแล้ว แต่เราก็เชื่อว่าสารที่เขาพยายามส่งมาถึงคนในยุคปัจจุบันล้วนเป็นความหวังดี ไม่ต้องการให้คนรุ่นหลัง ต้องพลาดพลั้งตกลงไปในวงจรเดียวกัน แต่จะกระทบจิตใจคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้มากน้อยเพียงใด เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องนำกลับไปขบคิดกันให้มากนั่นเอง



ที่มา : เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์


วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

เวลาไหน ควรทำอะไร ดูนาฬิกาชีวิต


ร่างกายประกอบด้วยอวัยวะหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็มีเวลาในการทำงานแตกต่างกันไป มาดูกันว่า เวลาใดอวัยวะส่วนใดกำลังทำงาน

01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ

เวลานี้ควรนอนเพราะตับจะหลั่งสารมีลาโทนิน (Meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย นอกจากร่างกายจะหลั่งสารมีลาโทนินเป็นประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (Endrophin) ออกมาด้วย จึงไม่ควรกินอาหาร เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว โดยหน้าที่หลักของตับคือ ขจัดสารพิษในร่างกาย ส่วนหน้าที่รองคือ

1.ช่วยไตในการดูแลผม ขน เล็บ ถ้าตับมีปัญหา ผม ขน เล็บ จะไม่สวย

2.ช่วยกระเพาะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อย ๆ จะทำให้ตับทำงานหนัก ตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก จึงไม่ได้ทำหน้าที่หลัก เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ

03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด

เป็นเวลาที่ควรตื่นนอน ลุกขึ้นเพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์และรับแสงแดดในยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำ ปอดและผิวจะดีขึ้น

05.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่

เวลานี้จึงเหมาะที่จะขับถ่ายอุจจาระ และควรทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าไม่ถ่ายให้ใช้วิธีกดจุดที่ตำแหน่งสองข้างของจมูก และดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว หรือดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้น้ำ 1 แก้ว+น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ+น้ำมะนาว 4-5 ลูก

07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหารจะทำงาน ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย

09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม

ม้ามมีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศีรษะบ่อย มักมาจากความผิดปกติของม้าม อาการเจ็บชายโครง สาเหตุมาจากม้ามกับตับ ผู้ที่มัก นอนหลับในช่วงเวลา 09.00-11.00 น. ม้ามจะอ่อนแอ

- ม้ามโต ม้ามจะไปเบียดปอด ทำให้เหนื่อยง่าย ผอมเหลือง ตาเหลือง สร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย

- ม้ามชื้น อาหารและน้ำที่กินเข้าไป จะแปรสภาพเป็นไขมัน จึงทำให้อ้วนง่าย

11.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ

หัวใจทำงานหนักในช่วงเวลานี้ จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียด เหตุที่ต้องทำให้ใช้ความคิดหนัก และหาทางระงับอารมณ์ตื่นเต้นหรืออาการตกใจให้ได้

13.00-15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก

ควรงดการกินอาหารทุกประเภท เพื่อให้ลำไส้ทำงาน โดยลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมอาหาร เช่น วิตามินซี บี โปรตีน  ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างไข่สำหรับผู้หญิง ถ้ากรดอะมิโนน้อย ไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน ผู้หญิงมีลำไส้ยาวกว่าผู้ชาย 11 ฟุต เพื่อให้การดูดซึมได้นานกว่า เนื่องจากต้องใช้กรดอะมิโนมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีลำไส้ยาวกว่าจึงมีกระดูกซี่โครงมากกว่าผู้ชายข้างละ 1 ซี่

15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ

ควรออกกำลังกายหรืออบตัวให้เหงื่อออก กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง  หากอั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ

17.00-19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต

ควรทำใจให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในช่วงเวลานี้ ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องไตเสื่อม ถ้านอนหลับแล้วเพ้อ แสดงว่าอาการหนักมาก

- ไตซ้าย จะควบคุมสมองด้านขวา ซึ่งควบคุมด้านความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรีย์ รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ถ้าไตซ้ายมีปัญหา อารมณ์รักสวยรักงามจะหมดไป กลายเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว และเป็นคนขี้ร้อน

- ไตขวา จะควบคุมสมองด้านซ้าย ซึ่งควบคุมด้านความจำ ถ้าไตขวามีปัญหา ความจำจะเสื่อม และเป็นคนขี้หนาว (ผู้ที่มีไตแข็งแรงจะเป็นคนมีอายุยืน เป็นคนกล้า)

ถ้าลำไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก อาหารที่อยู่ในรูปของสารละลายจะผ่านลำไส้เล็กไม่ได้ จึงตกเป็นภาระของไต เป็นผลให้ไตทำงานหนัก จึงกลายเป็นโรคไต ผู้ที่เป็นโรคไต สมองจะเสื่อม ปวดหลัง เป็นหวัดง่าย มีเสลดในคอ

การดูแล คือ ตอนเช้าอาบน้ำเย็น ตอนเย็นให้อาบน้ำอุ่น กรณีที่อาบน้ำไม่ได้ ให้ใช้วิธีแช่เท้า แต่น้ำควรใส่สมุนไพรที่ถูกโฉลกของผู้ป่วย เช่น ขิง ข่า กระชาย อย่างใดอย่างหนัก

19.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ

ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ ทำสมาธิ ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับเยื่อหุ้มหัวใจ คือ หัวใจโต หัวใจรั่ว เส้นโลหิตหัวใจตีบ ดังนั้นผู้ป่วยต้องระวังเรื่องตื่นเต้น ดีใจ การหัวเราะ กรณีเส้นเลือดขอด ต้องดูเยื่อมหุ้มหัวใจให้แข็งแรง

21.00-23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น

ห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงเวลานี้ เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย อย่าไปตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ

23.00-01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี

ถุงน้ำดีเป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ อวัยวะใดในร่างกายเมื่อขาดน้ำจะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกจะบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตอนเช้าจะจาม (ถุงน้ำดีจะโยงไปถึงปอด) จะปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ (ผู้ที่ตัดถุงน้ำดีออก เมื่อตรวจด้วยลูกดิ่งจะพบว่าถุงน้ำดีข้น มักมีอาการปวดขา ปวดสะโพก)

คำแนะจากหนังสือบอกว่า  อย่าใส่ชุดนอนที่เป็นผ้าใยสังเคราะห์ จะไปดูดน้ำในร่างกาย ควรสวมชุดผ้าฝ้ายดีที่สุด ไม่ควรนอนบนที่นอนสูง ๆ เพราะจะทำให้เสียน้ำในร่างกาย ดังนั้น ควรดื่มน้ำก่อนเข้านอน หรือก่อนเวลา 23.00 น.

         
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ข้อมูลจาก หนังสือนาฬิกาชีวิต


วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

5 วิธีหลัก ตั้งรับเพื่อนขี้อิจฉา

ผิดด้วยหรือ…ที่เกิดมาทั้งที มีหน้าตาดีเป็นใบเบิกทาง แถมยังทำงานเก่ง ขึ้นแท่นพนักงานดีเด่น 3 เดือนซ้อน เล่นเอาใครๆ อิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว อย่างที่โบราณท่านว่า "เด่นเกินไป จะเป็นภัยแก่ตัว"...งานนี้เล่นเอาหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะโดนสายตาอิจฉาจับจ้องอยู่ตลอดเวลา หากต้องเจอกับปัญหาอย่างนี้ ลองถอยมาตั้งหลักแล้วใช้สติแก้ปัญหากันดีกว่า

1. ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ทุกคน ในโลกเข้าใจและพอใจในตัวเรา ต่อให้คิดว่า เราทำดีที่สุดแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะดีที่สุดสำหรับบางคน หรือบางครั้งมันก็อาจจะดีและเด่นจนเกินหน้าเกินตา กลายเป็นที่อิจฉาของเพื่อนร่วมงาน (บางคน) ไปได้โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อย่าฟูมฟาย!!...ขอให้ตั้งสติและยอมรับว่าเรื่องนี้มันได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว เพื่อที่จะได้กลับมาทบทวนหาหนทางแก้ไขต่อไป

2.ปล่อยมันไป เมื่อทำใจได้แล้ว...ใครจะว่าอะไรก็ช่าง แต่ถ้า ที่ผ่านมา เราปฏิบัติหน้าที่และรับผิดชอบในงานอย่างเต็มที่ด้วยความสุจริต ซื่อตรง ด้วย 1 สมอง และ 2 มือน้อยๆ ของเราจริงๆ เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปใส่ใจกับวาจาเชือดเฉือนของบรรดาคนขี้อิจฉาพวกนั้น บางเวลาอาจจะเฮิร์ตบ้าง แต่จงพยายาม "ปล่อยมันไป" เพราะถ้าหากเราคือเพชรแท้...อยู่ที่ไหนก็ยังคงเปล่งประกายวันยังค่ำ... ปล่อยให้พวกกรวด หิน ดิน ทราย ขี้อิจฉาทั้งหลายแพ้ภัยตัวเองกันไป แล้วกัน

3. เอาชนะด้วยความดี สังเกตมั้ยว่า ชีวิตนางเอกละครมักจะไม่ราบรื่นในตอนแรก เพราะต้องผ่านพบมรสุมร้ายๆ เสมอ ก่อนที่โลกของเธอจะสดใส หัวใจสำคัญของนางเอกในละครที่ใช้เป็นกลยุทธ์เอาชนะหมู่มารนางอิจฉามาได้ก็คือ ความดี...ฉันใดก็ฉันนั้น ละครได้ย่อส่วนโลกความจริงเอาไว้...หากอยากจะเอาชนะศัตรู ก็จงเอาชนะด้วยความดี แล้วสักวันหนึ่ง เขาอาจจะเสียใจที่เคยคิดอิจฉาคนดีๆ อย่างเรา

4. ทุ่มเทให้กับงาน อย่ามัวแต่หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องจุกจิกพรรค์นี้ จนกลายเป็นอุปสรรคให้ต้องเสียงานเสียการ อย่าลืมว่าเป้าหมายในการเข้ามาทำงานคืออะไร...จงไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เพราะถ้าเรายอมแพ้แอบไปร้องไห้ฟูมฟายเพียงเพราะเจอคนขี้อิจฉาแค่ไม่กี่คน นอกจากสุขภาพจิตจะเสียแล้ว หน้าที่การงานที่กำลังรุ่งพุ่งปรี๊ด ก็อาจย่อหย่อน ย่ำแย่ลงมาได้...เอาใจไปคิดถึงโบนัสปลายดีจะดีกว่า เป็นพลังในการทำงานอย่างดีเยี่ยมทีเดียว

5.ปรับความเข้าใจ แม้จะพยายามประหยัดถ้อยประหยัดคำ ไม่ต่อความยาวสาวความยืดแล้วก็ตาม แต่ก็หลบไม่ได้ หนีไม่พ้นคนขี้อิจฉาจอมราวี ลองสวมหัวใจลูกผู้หญิงตัวจริงกระทิงแดง เข้าไปเคลียร์กันแบบตัวต่อตัวเลยดีกว่า (แต่ยังไงก็อย่าลืม Keep Look นางเอกผู้เหนือชั้นเอาไว้หน่อยนะ) ลองหาช่วงเวลาเหมาะๆ เข้าไปนั่งจับเข่าคุยกัน เปิดอกเคลียร์ปัญหาด้วยการเริ่มต้นเจรจาอย่างสุภาพและต้องใจกว้างพอเมื่อถูกวิจารณ์จากคู่กรณี อย่าเพิ่งจี๊ดจนไฟออกหู ถ้าอยากปรับความเข้าใจกัน

ความอิจฉา หากเราไม่รู้จักที่จะรับมือกับมัน ..แน่นอนว่า จะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่-หลวงอีกนานัปการ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะตกเป็นเป้าโจมตีหรือกำลังคิดจะอิจฉาใครละก็ ขอให้พยายามเตือนสติ ให้ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ เพราะความอิจฉาริษยา โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในที่ทำงานนั้นเป็นบรรยากาศที่น่าเบื่อมากๆ แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ ก็จงยอมรับและทำความเข้าใจ และใช้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยสติ กับ 5 หลักตั้งรับเพื่อนขี้อิจฉา.


เมื่อรถตกน้ำ...!!

ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า เรายังมีเวลาพอที่จะทำอะไรหรือแก้ไขได้ เพราะขณะที่รถยนต์ตกน้ำ 

(รถยนต์ส่วนบุคคลสมัยนี้เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มักปิดกระจกขณะขับขี่) 


รถจะไม่จมลงในทันทีแต่จะค่อย ๆ จมลงอย่างช้า ๆ อย่างต่อเนื่องประมาณ ๑๗ - ๒๐ วินาที 


ในนาทีวิกฤตนี้ ควรตั้งสติให้ดี และ ปฏิบัติดังต่อไปนี้ 

1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย 


2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด 


3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ 


4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน 


5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดันในรถและนอกรถให้เท่ากัน 


มิฉะนั้นท่านจะเปิดประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้ 

6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด 


แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้ 

7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้ 

ในกรณีนี้หากน้ำลึกมากๆ อาจจะมองไม่เห็นว่าทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมด 


ไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่ายไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ 

กรณีเช่นนี้ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด 

ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำ นอกจากนั้นก่อนออกจากรถหาก

ท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบเด็กๆ นั้นออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน ดังนั้นหากท่านปฏิบัติ

ตามวิธีการเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่านปลอดภัยได้ในยามคับขัน 

อยากให้ ทุกคนส่งต่อไปให้เพื่อนๆ และคนรู้จักให้มากๆเลยนะ เป็นการช่วยเหลือกันหากเกิดอุบัติเหตุ


เช่นนี้ขึ้นมา การมีความรู้ในขั้นตอนในการควบคุมยานยนต์ และการปฏิบัติตนในขณะเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ 

สามารถช่วยลดอัตราการตายและการบาดเจ็บได้แน่นอน ถ้าจะให้ดีพริ้นเก็บไว้ในรถของทุกคนเลยก็ดีนะ

จะได้เอาไว้อ่านทบทวนกันได้ ขอให้ทุกคน ขับรถอย่างปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ


ระวัง Hack Facebook..!!!


ต้องยอมรับว่า เว็บสังคมออนไลน์ที่มีคนนิยมใช้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือ Facebook ดังที่จะเห็นได้ว่า มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันใดก็ฉันนั้น ยิ่งมีผู้ใช้งานมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีผู้ไม่ประสงค์ดีที่จะแอบทำการแฮค (Hack) ข้อมูลต่างๆ ใน Facebook ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับท่านใด ย่อมนำความวุ่นวายเป็นอย่างมากแน่นอนครับ วันนี้ผมมีวิธีแนะนำง่ายๆ ที่ช่วยในเรื่องของการป้องกันการถูกจารกรรมข้อมูล (Hack) Facebook ของคุณครับ

ข้อควรจำเกี่ยวกับการป้องกันการถูกแฮค Facebook
        สิ่งแรกที่จะใช้ในเรื่องของการเข้าถึงระบบของ Facebook ของคุณก็คือ อีเมล์ และ Password ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่คุณต้องเก็บไว้เป็นความลับให้ดีที่สุดครับ

1. อย่าให้ข้อมูล อีเมล์ และ Password การเข้าสู่ระบบ Facebook กับใครง่ายๆ เพราะหากคุณถูกผู้อื่นเข้าถึงบัญชีของคุณครั้งเดียว คุณอาจจะไม่สามารถเข้า Facebook ของคุณได้อีกเลย เพราะคุณอาจจะถูกเปลี่ยน Password ได้โดยทันทีครับ

2. รหัสผ่านอีเมล์ของคุณ กับ รหัสผ่านที่ใช้ในบัญชี Facebook ของคุณ ควรเป็นคนละชุดกัน เพราะเมื่อคุณถูก Hack บัญชี Facebook แล้ว คุณยังแจ้ง Facebook เพื่อให้ส่งรหัสผ่านชุดใหม่ไปยังอีเมล์ของคุณ แต่ถ้าคุณใช้รหัสผ่านชุดเดียวกัน ผมรับรองว่า คุณถูกล้วงข้อมูลทั้งใน Facebook และอีเมล์ของคุณแน่นอนครับ

3. ใช้ Password ที่คาดเดายาก พยายามใช้ชุดรหัสผ่านที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น คุณอาจจะพิมพ์คำว่า “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” โดยใช้ภาษาอังกฤษ มันก็จะออกมาเป็น “dJ;pg9uJp;ginv” ซึ่งฉลาดขนาดไหนก็เดาไม่ออกครับ

4. เมื่อคุณใช้งานคอมพิวเตอร์ในที่ทำงานหรือบ้านของคุณเองก็ตาม อย่าลืม log off หน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ลุกออกจากหน้าจอ ด้วยคำสั่ง Windows+L ครับ

5. เมื่อคุณใช้งานคอมพิวเตอร์บนเครื่องสาธารณะที่มีผู้ใช้หลากหลายและจำนวนมาก ผมขอแนะนำให้ใช้โหมดความเป็นส่วนตัว (Private Browsing) เพื่อไม่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นจดจำชื่ออีเมล์,รหัสผ่าน หรือข้อมูลอื่นๆ ครับ

6. ระมัดระวังอีเมล์หลอกลวงให้ส่งอีเมล์หรือรหัสผ่าน Facebook เพราะ Facebook จะไม่มีการขอข้อมูลแบบนี้แน่นอนครับ

7. ระมัดระวังเว็บไซต์ที่ทำเลียนแบบหน้าตา Facebook เพื่อหลอกให้คุณกรอกอีเมล์และรหัสผ่าน สังเกตดูชื่อเว็บไซต์ก่อนเข้าทุกครั้งครับ

        อาจจะดูวุ่นวาย แต่เชื่อผมเถอะครับว่า มันช่วยให้คุณปลอดภัยจากการถูก Hack บัญชี Facebook แน่นอน.

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

10 วิธีปฏิบัติก่อนนอน เพื่อสุขภาพดี


โดยเฉลี่ยคนเราใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตไปกับการนอนหลับ เพราะการนอนหลับคือการพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกาย แต่เชื่อหรือไม่ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นพบว่าจะมีคนประมาณ 100 ล้านคน ที่ไม่สามารถนอนหลับให้เต็มอิ่มได้เป็นประจำทุกคืนขณะเดียวกันยังมีอีก 33 ล้านคนที่มีอาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่ได้เต็มอิ่มเป็นครั้งคราว ดังนั้นการนอนหลับที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

          ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยของสมาคม The American Sleep Apnea Association และ Sleep Disorders Clinic and Research Center แห่งมหาวิทยาลัย Stanford พบว่า การที่เราอดนอนมากๆ นั้น จะมีผลเท่าเทียมกับการดื่มเหล้าจนเมาทีเดียว ที่สำคัญคือ มันยังสามารถทำให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับการเมาเหล้าด้วย

          วิธีปฏิบัติ 10 ประการ เพื่อการนอนหลับให้ได้สุขภาพที่ดี 

มีดังนี้

          1. ทำกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ อย่านอนตื่นสายเมื่อมีโอกาส (เช่นวันสุดสัปดาห์) หากเราทำอย่างนั้นแล้ว เราอาจนอนไม่หลับในคืนวันอาทิตย์ เช้าวันจันทร์ จะรู้สึกอ่อนเพลียมากที่เดียว เราควรเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดิมทุกๆ วัน การใช้นาฬิกาปลุกนั้น ก็ไม่จำเป็น 

          2. อย่ารับประทานอาหารเข้าไปเยอะๆ ก่อนเข้านอน ควรที่จะรับประทานอาหารมื้อใหญ่ๆ ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชม. หากดื่มน้ำเข้าไปมากเราอาจจะต้องตื่นมามเข้าห้องน้ำหลายครั้งในกลางดึกอย่ารับประทานอาหารรสจัดหรือมีไขมันสูง เพราะจะทำให้เกิดลมในกระเพาะ อย่ารับประทานอาหารว่างตอนดึก หากหิวจริงๆ แล้ว ก็ควรรับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายหลั่งสาร Serotonin (จำทำให้ง่วง) หรืออาหารจำพวกแป้ง (Carbohydrates) ได้แก่ ขนมปัง หรือธัญพืชต่างๆ เราอาจรับประทานอาหารที่มีสารกรดแอมิโน L-Tryptophan อันได้แก่ นมปลาทูน่า หรือไก่ ก็ได้ผลดี อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เมื่อใกล้เวลาเข้านอน เนื่องจากว่า แอลกอฮอล์อาจทำให้ตื่นขึ้นมาบ่อยๆกรน และอาจทำให้มีการหยุดหายใจเป็นพักๆ (ที่เรียกว่า Sleep apnea)

          3. ควรหลีกเลี่ยงสารกาเฟอีนและนิโคติน เนื่องจากว่ามันเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท และยังเป็นสารเสพติดอีกด้วย สารเหล่านี้อาจกระตุ้นประสาทจนนอนไม่หลับ

          4. การออกกำลังกาย เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้เราหลับสบาย เวลาออกกำลังกายที่ดี (เพื่อนอนหลับ) คือช่วงตอนบ่าย การออกกำลังกายนั้นจะช่วยให้หลับได้อย่างลึก อันจะนำมาสู่ความหายเหนื่อยและรู้สึกกระปรี๊กระเปร่า

          5. อากาศในห้องนอนที่เย็นสบายกำลังดีไม่ร้อนเกินไปไม่หนาวเกินไป จากการวิจัย เราพบว่าหากมือและเท้าของเราได้รับความอบอุ่นดีแล้ว การนอนหลับนั้นจะเกิดได้ดียิ่งขึ้น

          6. นอนเวลากลางคืนเท่านั้น อย่านอนกลางวันเป็นเวลานานๆ โดยเด็ดขาด หากจะนอนกลางวันจริงๆก็ให้นอนงีบ ครั้งละไม่เกิน 20 นาที

          สำหรับคนที่ทำงานกลางคืนแล้วต้องนอนตอนกลางวันนั้น ควรจะบังแสงสว่างให้ห้องนั้นมืดมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะแสงสว่างนั้นจะมีผลต่อนาฬิกาของร่างกายเรา ทำให้นอนไม่หลับ

          ส่วนคนที่ทำงานกลางวันและนอนกลางคืนแต่มีปัญหาว่าตื่นนอนยากนั้น ควรที่จะเปิดม่านไว้เพื่อให้แสงสว่างเข้าได้เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น จะช่วยให้ตื่นได้ดีขึ้น

          7. อย่าให้มีเสียงรบกวน ความเงียบนั้นจะทำให้เราหลับได้ดีและสบายขึ้น ปิดวิทยุหรือโทรทัศน์เสีย อาจใช้จุกอุดหู หรือเครื่องอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดเสียงเบาๆ แบบสม่ำเสมอ เช่น พัดลม เพื่อกลบเสียงต่างๆ ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น เสียงการจราจรเสียงเครื่องบิน หรือแม้กระทั่งคู่นอนที่นอนกรน การปิดกระจกและการใช้ม่าน ก็สามารถกำจัดเสียงได้มากที่เดียว


          8. จัดการกับที่นอน ที่นอนที่ดีของแต่ละคนนั้น มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่สำคัญคือที่นอนควรสบาย และรองรับโครงร่างของเราได้เป็นอย่างดี หากจะต้องนอนเตียงร่วมกับคนอื่น ควรที่จะแน่ใจว่า ที่นอนกว้างเพียงพอใช้ที่นอนเพื่อการนอนเท่านั้น

          ควรเข้านอนเมื่อเรารู้สึกว่าอ่อนเพลียแล้วปิดไฟ แล้วนอนลง หากไม่หลับภายใน 15 นาที ควรลุกขึ้นมาทำอะไรได้จนกว่าจะรู้ว่าอ่อนเพลียอีกครั้ง แล้วลงนอนใหม่ อย่ากังวลว่านอนไม่หลับความกังวลจะยิ่งทำให้หลับยากมากขึ้น

          9. อาบน้ำแล้วนอน การอาบน้ำอุ่นจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ช่วยให้หลับสบาย

          10.ไม่ควรใช้ยานอนหลับเป็นอันขาดยกเว้นว่าจะมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น แล้วควรใช้ตามดุลพินิจของแพทย์เท่านั้น จะมีผลขัดกับยาอื่นๆ ที่เราต้องรับประทานอยู่หรือเปล่า ยานอนหลับอาจมีผลต่อโรคเดิมที่เราอยู่ก็ได้ ให้ใช้ขนาดยาน้อยที่สุดที่จะได้ผลและห้ามรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาดหากใช้นานอนหลับแล้วรู้สึกมึนหัวหรือง่วงหลังจากที่ตื่นนอนแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เผื่อว่าอาจต้องปรับขนาดของยา หรือเปลี่ยนชนิดของยาก็เป็นได้





ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามกีฬา

"สวัสดี" คนไทยรู้ดีแค่ไหน?

สวัสดี เป็นคำทักทายของคนไทย โดยจะใช้เมื่อแรกพบกัน หรือ เมื่อต้องการบอกลา โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า "สวัสดี (สวัสดิ์)" ว่าหมายถึง ความดี ความงามความเจริญรุ่งเรือง และความปลอดภัย

ความหมาย

"สวัสดี" หมายถึง ความดี ความงาม ความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง การอวยชัยให้พร คำทักทาย หรือพูดขึ้นเมื่อพบหรือจากกัน

ที่มา

ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า "สวัสดี" คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) โดยพิจารณามาจากศัพท์ "โสตถิ" ในภาษาบาลี หรือ "สวัสติ" ในภาษาสันสกฤต โดยได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม เป็นต้นมา
"สวัสดี" เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า "สุ" เป็นคำอุปสรรค (คำเติมหน้าศัพท์ที่ทำให้ความหมายของศัพท์เปลี่ยนแปลงไป) แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า "อสฺติ" เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า "สุ" เป็น "สว" (สฺวะ) ได้โดยเอา "อุ" เป็น "โอ" เอา "โอ" เป็น "สฺว" ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า "อสฺติ" เป็น "สวสฺติ" อ่านว่า สะ-วัด-ติ แปลว่า "ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)"
พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า "สวสฺติ" ที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น "สวัสดี" ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดีๆ ต่อกันของคนไทย ส่วนคำว่า "ราตรีสวัสดิ์" ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า "good night" ซึ่งเป็นคำลาในภาษาอังกฤษ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เช่นกัน โดยกำหนดให้คนไทยทักกันตอนเช้าว่า "อรุณสวัสดิ์" มาจากคำว่า "good morning" และให้ทักกันในตอนบ่ายว่า "ทิวาสวัสดิ์" มาจากคำว่า "good afternoon" ส่วนตอนเย็นให้ทักกันว่า "สายัณห์สวัสดิ์" มาจากคำว่า "good evening" แต่เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปตามเวลา จึงไม่เป็นที่นิยม คนไทยนิยมใช้คำว่า "สวัสดี" มากกว่า เพราะใช้ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้น คนไทยก็ยังคงใช้อยู่บ้างบางคำคือ คำว่า อรุณสวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์
คำว่าสวัสดีนั้นจะทำหน้าที่ทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และเมื่อเรากล่าวคำว่าสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้นมาจากใจของผู้ไหว้
ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่าสวัสดีพร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามของคนไทยที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลต่อทั้งตัวผู้พูดและผู้ฟัง และยังสามารถเพิ่มสเน่ห์ในตัวบุคคลได้อีกด้วย

"จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี"